ห้วงยาม

posted on 29 Sep 2009 03:04 by flexiblian
ในบางจังหวะที่เราเหม่อมองท้องฟ้าในเวลากลางคืน

ในบางจังหวะที่เรารู้สึกว่าเดินอยู่ตัวคนเดียวภายในซากตึกไร้ผู้คน

ในห้วงเวลาที่เราถือไฟฉายสาดไล่ไปตามความมืด

ในเวลาที่คนเดินหรือขับรถผ่านโดยไม่สนใจเรา

ในบางครั้งที่เราได้สัมผัสเนื้อไม้ของกระบอง

ในยามที่เราแอบงีบหลับในเวลางาน

นั่นแหละครับ...ห้วง(เวลาของคนเป็น)ยาม


....

สาระดีไหม..?

Human Being

posted on 21 Sep 2009 20:14 by flexiblian

สั่งข้าวก่อนแต่ได้ทีหลังเพื่อน

ยิ้มให้คนแปลกหน้าแล้วเค้าหลบตาหรือมองทางทางอื่นแล้วเสยผม,แกล้งหยิบโทรศัพท์

โยนขยะทิ้งแต่ไม่ลงถัง

ใส่เสื้อกลับตะเข็บออกนอกบ้าน

รีบ-ใส่รองเท้าแตะผิดคู่

ไม่อยู่บ้านหลายวัน-ฝากเงินข้างบ้านซื้อข้าวให้หมา กลับมาหมาผอมแต่คนข้างบ้านดูอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

อิจฉาคนได้ดีกว่า

ตั้งใจหาของแล้วไม่เคยเจอ

กินก๋วยเตี๋ยวหรือแกงแล้วเจอขนอะไรก็ไม่รู้อยู่ในนั้น

เวลาไม่ตั้งใจหาของที่หาย..กลับหาเจอ

หรือเจออีกทีเมื่อไม่ต้องการหรือสายเกินไปที่จะเอามาใช้แล้ว ...หลังจากเวลานั้นแค่แป๊บเดียว

เดินเตะขอบโต๊ะ

โมโห-รู้ว่าเจ็บแต่ก็เตะซ้ำอีกที

ลุกขึ้นมาจากโต๊ะเดินชนคนถือกาแฟ

กาแฟหกใส่เสื้อ

กาแฟหกใส่เอกสารสำคัญ

เอกสารนั้น..ยังไม่ได้ทำซ้ำเอาไว้ก่อน

กินก๋วยเตี๋ยวแล้วไม่มีเครื่องปรุง ไม่อะไรก็อะไรซักอย่างต้องหมด

เปิดเพลงเสียงดัง ข้างบ้านด่า แต่พอเค้ากลับไปก็เปิดดังเหมือนเดิม

ฟังเพลงที่คนไม่ค่อยรู้จักมักไปเที่ยวกลางคืนไม่ค่อยสนุก

ข้างบ้านกลับมาด่าอีกที ด่าคืน-แต่ด่าในใจแล้วก็เบาเสียง

แต่หมาข้างบ้านเห่าเสียงดัง แอบแช่งให้หมาโดนยาเบื่อ

จำที่ซ่อนกุญแจบ้านไม่ได้

ซ่อนของไว้ที่ที่หนึ่ง ผ่านไปสามเดือนจำไม่ได้

คิดว่าเรื่องเงินไม่สำคัญ ความสุขสิสำคัญกว่า แต่ไม่มีตังค์กินข้าว

ตลกเพื่อนกิน

เพื่อนมาตลกกิน

ทำดีไม่เคยได้ดี เมื่อไหร่หนอความดีจะย้อนมาหากู

พอทำชั่วแอบคิดว่า เทวดาคงไม่เห็นเราหรอก

ออกจากบ้านแล้วลืมปิดน้ำ

รอรถสาธารณะหรือแท็กซี่นานๆ ไม่เคยมา

เวลาไม่ได้ใช้บริการแม่งมาชิบหาย มาคันซ้อนคันด้วย

ฯลฯ

มีประสบการณ์บ้าๆบอๆเกี่ยวกับมนุษย์โลกเราก็ลองมาแชร์กันดูนะครับ^ ^

 

สตีฟโอ

edit @ 21 Sep 2009 20:14:45 by ไอเลิฟสระโอ

หวงห่วง

posted on 19 Aug 2009 14:22 by flexiblian
เป็นห่วง กับ หวงใครซักคนแตกต่างกันที่ตรงไหน?

บางทีผมเองก็ตอบยากเหมือนกันครับพี่ เส้นบางๆที่กั้นระหว่างสองคำนี้มันขาดได้ง่ายเหลือเกินนะ

ถ้าห่วงมากเกินไปเค้าก็ว่า ไอ้บ้า คิดมากไปทำไม โตๆกันแล้ว ดูแลตัวเองได้..

ถ้าหวงมากเกินไปเค้าก็ว่า เห้ย คุณมาล้ำเส้นเราไปหรือเปล่า ลืมแล้วหรือว่าเราเป็นอะไรกัน...

ห่วงน้อยเกินไป เฮ้ย นี่ไม่เคยคิดจะสนใจกันไปเลยใช่มะ อ่อ ใช่ซี่...

หวงน้อยเกินไป...อือออ อันนี้ก็ไม่รู้ครับ ว่าผลจะเป็นยังไง

อ่า..จะว่าไป ประเด็นที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องเหล่านี้ ผมว่ามันน่าจะเป็นความพอดีในทุกอย่างของความสัมพันธ์ละเนอะ

พี่หนึ่ง-วรพจน์ เคยบอกไว้ในทางโลกว่า ความรัก ก็เหมือนไฟ...

อยู่กับมันก็เหมือนเล่นกับไฟ จะเล่นกับมันมานานซักเท่าไหร่ ไฟก็ยังเป็นไฟอยู่วันยังค่ำ

ไม่ใช่ว่าคุ้นเคยกับมันแล้วมันจะละเว้นไม่เกิดแผลพุพอง แต่ยิ่งประมาทไว้ใจก็ยิ่งใหม้ให้สาหัส...

เกิดมาอยู่จนป่านนี้ พี่เค้ากับผมรู้สึกคล้ายในทางเดียวกันคือ ยิ่งโตขึ้นเราต้องยิ่งระวังไฟ

อาจเพราะพวกเราไม่ใช่เด็กๆ..

คนที่ผ่านมันมามากอาจไม่ได้หมายความว่าประสีประสา แถมยังต้องเดือดร้อนเพราะมันก็ไม่น้อย

ในสังคมรอบตัวก็คงพอเห็นๆกันอยู่

ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรใช้่ไฟ แต่มันน่าจะหมายว่า อยู่กับมันให้เป็น..

บนความไม่ประมาท

ไฟก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ถ้าใช้เป็น แต่จะเกิดโทษมหันต์หากเราพลันเลินเล่อกับมัน

ผมว่าทุกคนก็พอรู้่ แต่ศิลปะแห่งไฟก็เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและประสบการณ์

ศิลปะในการครองคู่ก็อาจเช่นกัน

บางทีอาจต้องใช้ทั้งชีวิต เพียงเพื่อที่จะเรียนรู้มัน..แม้เพียงซักเศษเสี้ยวเดียวของมัน

การครองรักให้ยาวนานอาจเรียกว่าหน้าที่ไม่ได้ แต่ผมถือมันเป็นศีลธรรม

อยู่ยังไงให้เข้าใจกัน เดินยังไงไม่ให้เราเหยียบเท้ากัน จับมือยังไงที่จะให้เค้ารู้สึกสบายใจ

เหมือนเป็นหน้าที่ลูกผู้ชาย

บางทีมันอาจง่ายในความคิด ใช่ รักใครก็ดูแลคนนั้นให้ดีที่สุดสิวะ

กลับกันแล้วคนที่เรารู้สึกว่ารัก เราจะรู้ได้ยังไงว่าเค้าคิดกับเราอย่างนั้นเหมือนกัน

บางคนรู้ บางคนไม่รู้

ช่างมันเถอะครับ อย่างที่บอกไปแล้ว

รักใครก็ดูแลคนนั้นให้ดีที่สุดสิวะ..แค่นั้น

แล้วทุกอย่าง อาจจะบอกเราเองว่าความพอดีมันอยู่ที่ตรงไหนของหัวใจคุณ..

ละมั้ง.อะ อ่าวว

P.s.Lucky in game , Lucky in love;)

สิกต์